
จอประสาทตาเสื่อม หนึ่งในโรคเกี่ยวกับระบบการมองเห็นที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น จะทำให้สายตาและจอประสาทตาของเราเสื่อมตามลงไปด้วย ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นบริเวณจุดศูนย์กลางของภาพ ทำให้มองไม่ชัดหรือบิดเบี้ยว ต้องพึ่งแสงในการมอง ยากต่อการอ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้พบว่ามีผู้ป่วยอายุน้อยหลายรายที่มีอาการนี้ เนื่องจากการใช้สายตาหนักเกินไป เช่น จ้องจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสงสีฟ้าก็ส่งผลให้จอประสาทตามีปัญหาได้เช่นเดียวกัน และถึงแม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็สามารถช่วยชะลอความเสื่อมของจอประสาทตาได้ มาดูกันว่ามีวิธีใดบ้าง
สัญญาณเตือนของโรคจอประสาทตาเสื่อม
สำหรับสัญญาณเตือนและการเบื้องต้นของโรค มีดังนี้
- มองเห็นภาพไม่ชัด ภาพเบลอ
- มองเห็นภาพบิดเบี้ยว จนอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย
- มองเห็นสีต่าง ๆ ไม่ชัด หรือมองเห็นสีผิดเพี้ยนไป
- ไม่สามารถมองเห็นได้หากอยู่ในที่มืด ต้องพึ่งแสงสว่างเท่านั้น
- ในบางราย อาจมองเห็นได้ไม่ดีในขณะที่มีแสงสว่างมาก มีอาการแพ้แสง
4 วิธีป้องกันอาการจอประสาทตาเสื่อม
1. ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา โดยอาหารที่มีประโยชน์และช่วยบำรุงสายตา ได้แก่
ผักใบเขียวเข้ม : อุดมไปด้วยลูทีนและซีแซนทีน สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์จอประสาทตา เช่น ผักคะน้า ผักโขม คะน้า
ปลา : อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 ช่วยลดการอักเสบ ลดความเสี่ยงจอประสาทตาเสื่อมและเสริมสร้างเซลล์จอประสาทตา เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน
ไข่ : มีลูทีนและซีแซนทีนสูง ช่วยกรองแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตา
ถั่วและธัญพืช : อุดมไปด้วยวิตามินอี สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์จอประสาทตา เช่น ข้าวโพด หรือถั่วลันเตา
2. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น
สูบบุหรี่ : บุหรี่มีสารพิษที่ทำลายเซลล์จอประสาทตา เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหากับจอประสาทตา
แสงแดด : แสงแดดส่งผลต่อจอประสาทตาเสื่อมโดยตรง ควรสวมแว่นกันแดดที่มีประสิทธิภาพในการกันแสงยูวีทุกครั้งที่ออกแดด
ภาวะอ้วน : ภาวะอ้วนส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือด เพิ่มความเสี่ยงได้เช่นเดียว
3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยชะลอความเสี่ยงได้ อีกทั้งยังส่งผลดีต่อสุขภาพ เพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี
4. ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ
ควรตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยจักษุแพทย์จะตรวจอย่างละเอียดเพื่อประเมินความเสี่ยงและให้คำแนะนำในการดูแลดวงตา หรือหากมีอาการเสี่ยงควรพบจักษุแพทย์จะติดตามอาการและปรับแผนการรักษาตามความเหมาะสม
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยชะลอจอประสาทตาเสื่อม ยังส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมอีกด้วย ดังนั้น ควรดูแลสุขภาพของดวงตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มองเห็นโลกอย่างสดใสได้นานที่สุด
